[BLACK] [MM01] Chapter 1

posted on 27 Sep 2013 08:38 by grianteb
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
 
 
.....................................................................
 
ในที่สุดก็เสร็จ=_= ตอนแรกว่าจะวาดเป็นคอมิค แต่ทำไม่ทันเลยต้องเป็นฟิคแทน 
เป็นตอนต่อจาก >จิ้ม<
 
ตัวละครในเรื่องได้แก่
 
ปวิช , เจิ้งอี้ , คาโอริ ยูคิ(เข้าบล็อกเขาไม่ได้ง่ะ....เลยใส่ลิงค์ไม่ได้ครับ)
 
อาจเขียนแปลกๆต้องขออภัยไว้ล้วงหน้าด้วยครับV_V
.......................................................................

               ในค่ำคืนที่เงียบสงบ ท้องฟ้าที่ควรเป็นสีดำมืดมิดกลับสว่างด้วยแสงสว่างสีเหลืองนวลตาของดวงจันทร์อวบอ้วนเหมือนผลส้ม  ใช่แล้ว….คืนนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง  และมันคงจะดีไม่น้อยถ้าผมได้นั่งชมจันทร์อย่างสบายอารมณ์คนเดียวแบบสงบๆ

                ผมละสายตาจากดวงจันทร์บนฟ้ากลับมามองเส้นทางเบื้องหน้าของตนเอง ผมกำลังเดินตามหลังสมาชิกทีมเก็บกู้อินโนเซนต์อีกสองคน นั่นคือ ผู้เดินน้ำหน้าสุดเอ็กโซซิสท์นาม เจิ้งอี้ และสาวน้อยเอ็กโซซิสท์นาม คาโอริ ยูคิ
                ส่วนคนที่กำลังเดินตามหลังผมอยู่คือเจ้าหน้าที่หน่วยค้นหาของศาสนจักรชื่อแอนดี้ เบลล์  เราทั้งสี่กำลังย่ำเท้าไปบนทางเดินของไร่องุ่นรกร้างแสนกว้างขวาง ส่วนสาเหตุที่ทำให้พวกเราอยู่ที่นี่ก็เพราะภารกิจเก็บกู้อินโนเซนต์ที่พวกเราได้รับมอบหมายจากศาสนจักรแห่งความมืด  แล้วเจ้าอินโนเซนต์ที่ว่านี่ก็ทำให้พวกเราต้องมาที่หมู่บ้านชนบทเล็กๆในประเทศสวิสเซอร์แลนด์  และไร่องุ่นนี้คือที่ที่อินโนเซนต์อยู่

                  ตามข้อมูลที่ได้บุตรชายคนสุดท้องของหญิงม่ายน่าจะเป็นผู้ถือครองอินโนเซนต์  ซึ่งตอนนี้เขาคงจะชราภาพมากแล้ว  ผมพยายามคิดหาเหตุผลที่บุตรชายทั้งสี่ของหญิงม่ายหายตัวไปทิ้งให้แม่ของพวกเขาตายอย่างโดดเดี่ยว ซึ่ง….คิดยังไงก็คิดไม่ออก แต่ก็เพลินดีที่ได้คิดหลายๆอย่างระหว่างเดินไปเงียบๆเช่นนี้

                   ผมพยายามเงี่ยหูฟังเสียงรอบข้าง  ภารกิจไม่เคยง่ายดายและราบรื่น  มันมักจะมีพวกอคุม่าปรากฏตัวมาขัดขวาง…ข้อเท็จจริงนี้จะใช้ได้ผลกับคนอื่นหรือไม่ผมไม่รู้   แต่สำหรับผม….มันเป็นแบบนั้นเสมอ

 

                  “ผมเห็นเขาแล้ว ชายที่เราเจอในบ้านของหญิงม่ายอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร” เจิ้งอี้ที่เดินอยู่หน้าสุดเคลื่อนตัวมาบอกผมและคนอื่นๆด้วยเสียงแผ่วเบา

                  “ดูเหมือนเขาจะยังไม่เห็นเรานะ….แถมยังดูเหมือนจะป่วย” ผมตอบพลางจ้องมองไปยังชายชราซึ่งกำลังนั่งชมจันทร์อยู่บนขอนไม้ใหญ่เก่าๆและไอเป็นระยะๆ

                  “ชายคนนั้นไม่ได้พบปะผู้คนเลยเท่าที่รู้จากชาวบ้าน…..บางทีเขาอาจจะไม่คุ้นชินจนถึงขั้นกลัวคนแปลกหน้า การเข้าไปหาพร้อมกันหลายคนอาจจะทำให้เขากลัวแล้วหนีไปก็ได้ผมคิดว่า….น่าจะส่งคนไปเจรจาก่อนหนึ่งคน”

                  “คุณปวิชคิดว่าใครจะเป็นคนเข้าไปเจรจาดีล่ะครับ ในหมู่พวกเรา ผมว่า.....คนที่ดูไม่เป็นพิษเป็นภัยที่สุดก็คุณยูคิ”

                  “ผมเห็นด้วยกับคุณเรื่องนั้นนะ  แล้ว….คุณยูคิว่ายังไงครับ คุณจะเป็นผู้ไปเจรจาให้เราได้ไหม” ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับความคิดเห็นของเจิ้งอี้ เพราะในหมู่เราสี่คนที่สามคนเป็นชายหนุ่ม  ซึ่งน่าระแวงกว่าอีกหนึ่งคนที่เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ  แต่ยูคิไม่ค่อยจะพูดเท่าไหร่นี่สิปัญหา

                “ฉันจะทำค่ะ ฉันจะเป็นคนไปเจรจาเอง” ยูคิตอบรับที่จะทำหน้าที่ผู้เจรจาด้วยเสียงหวานมั่นใจแต่แผ่วเบา

 

                 พวกเราเหล่าผู้ชายซุ่มรอผลการเจรจาอย่างเงียบเชียบ ในระหว่างที่ยูคิกำลังเดินเข้าหาชายชราอย่างช้าๆ  
หากแต่เธอก็เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ต้องชะงักเมื่อเสียงโอดครวญดังขึ้น  เสียงนั้นเป็นเสียงโอดครวญอย่างเจ็บปวดของแอนดี้  ดูเหมือนอาการปวดหัวรุนแรงของเขาจะกำเริบเสียแล้ว
                และเสียงโอดครวญนั้นจึงทำให้ชายชราผู้นั่งชมจันทร์อยู่รับรู้ถึงตัวตนของพวกเรา  เขาหันขวับมาที่เราทั้งสี่ดูเหมือนจะตกใจที่เห็นพวกเรา และร้องโวยวายไม่เป็นภาษาก่อนจะหนีไป

               แผนสำรองเมื่อการเจรจาล้มเหลวคือการจับกุม  โดยไม่รอช้าผมและเจิ้งอี้รีบวิ่งตามชายชราไปทันที เราจำเป็นต้องทิ้งแอนดี้ไว้เบื้องหลังเพราะเขาไม่สามารถวิ่งได้แล้ว หรือจริงๆคือแม้แต่จะยืนยังยืนไม่อยู่  ยูคิจึงต้องคอยอยู่ดูแลทำให้ไม่สามารถมากับพวกเราได้อีกคน

               เราวิ่งออกมาไกลจากพวกยูคิพอสมควร ชายชราไม่ได้วิ่งไวนักแต่ก็วิ่งได้นานผิดกับสังขาร  เขานำพวกเราเพียงไม่กี่ก้าว  เจิ้งอี้ที่นำหน้าผมอยู่คว้าไหล่ของเขาไว้ได้  แต่ยังไม่ทันจะได้พูดคุยกันก็ได้ยินเสียงบางอย่างซึ่งกำลังพุ่งตรงมาหาพวกเรา

 

               “หมอบ!!!!” ผมตะโกนสุดเสียงแล้วทิ้งตัวลงหมอบราบไปกับพื้น  เมื่อมองไปที่อีกสองคนก็เห็นพวกเขาหมอบทันทีที่ได้ยินเสียงตะโกนบอกเช่นกัน

 

                ผมแหงนหน้ามองฟ้าไปยังทิศทางที่บางอย่างโฉบผ่านพวกเราไป  และสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านั้นคืออคุม่าระดับสอง  ดวงตากลมโตของมันส่องประกายสีแดงฉานจ้องมองมาที่เรา  รูปร่างของมันเหมือนคนผสมกับนกฮูก  ปีกกว้างของมันกระพือไปมาเพื่อให้ตัวลอยอยู่บนอากาศ  กรงเล็บแหลมคมยาวโง้งที่เท้าและมือสะท้อนกับแสงจันทร์เป็นประกาย  ใช่แล้ว….ภารกิจไม่เคยง่ายดายและราบรื่นจริงๆ……

 

               “ส่งอินโนเซนต์มาให้ฉันเดี๋ยวนี้” อคุม่านกฮูกกล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง ตอนนี้เราทั้งสามลุกขึ้นยืนเตรียมพร้อมแล้ว  ชายชราถูกเจิ้งอี้จับตัวไว้อยู่เขาจึงหนีไปไม่ได้

               “คงให้ไปไม่ได้ล่ะ มาเอาเองสิ” เจิ้งอี้ตอบกลับด้วยเสียงใสร่าเริงแบบปกติ เราทั้งคู่ตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ที่คงจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า

              “หึ….พวกหนูโสโครกเอ็กโซซิสท์มันก็เป็นซะอย่างนี้กันหมดเลยสิน่า” อคุม่านกฮูกยังคงตอบกลับด้วยเสียงแหบแห้งและราบเรียบขัดกับคำพูดดูหมิ่นที่มันเอ่ยออกมา

              “มาช้าไปนิดเดียว โดนพวกแกตัดหน้าไปซะได้ แต่ช่างเถอะในเมื่อพูดดีๆไม่ให้….ฆ่าพวกแกแล้วค่อยชิงอินโนเซนต์มาก็ยังได้” มันพูดพร้อมกับกระพือปีกใหญ่อย่างแรงผมได้ยินเสียงกระทบกันของโลหะก่อนที่ขนปีกจะพวยพุ่งลงมาใส่พวกเราเหมือนห่ากระสุน  เราทั้งสามหลบกระสุนขนนกของมันได้อย่างเฉียดฉิว
 
              "ถึงให้ดีๆก็กะฆ่ากันอยู่แล้วนี่" เจิ้งอี้ที่ตั้งหลักได้แล้วต่อปากต่อคำ แต่ดูเหมือนอคุม่านกฮูกจะไม่สนใจ

 

              เมื่อการโจมตีรอบแรกเสร็จสิ้นอคุม่านกฮูกก็พุ่งไปหาเจิ้งอี้กับชายชราพร้อมง้างกรงเล็บเตรียมฟาดฟันทันที  แต่ก่อนที่มันจะได้ทำอย่างใจคิดเจิ้งอี้ก็หยุดการเคลื่อนไหวของมันด้วยกระสุนสีทองซึ่งเป็นความสามารถของอินโนเซนต์ที่เขาเป็นผู้เชื่อมต่อ

 

                อคุม่าหลบกระสุนของเจิ้งอี้ได้ มันบินขึ้นสูงทิ้งระยะไปตั้งหลัก  ด้วยความที่เจ้านี่บินได้สูงแถมมีหัวคิด ทำให้ความสามารถของผมทำอะไรไม่ได้เลย  ถึงอย่างนั้นผมก็สำแดงฤทธิ์Angel Clawพร้อมสู้
                ผมวิ่งไปหาเจิ้งอี้ทันทีที่ศัตรูทิ้งระยะห่างออกไป

               

                “ส่งเขามาให้ผม ผมจะคุมตัวเขาเอง ส่วนคุณคุ้มกันเราด้วย!” ผมตะโกนบอกพร้อมกับคว้าแขนของชายชราพาเขาวิ่งตรงไปหาพวกยูคิที่อยู่ห่างออกไป

 

                 เจิ้งอี้ไม่ได้ตอบรับแต่เขาก็วิ่งตามผมมาติดๆ  ศัตรูเองก็บินตามมาไม่ห่างเช่นกัน  มันโฉบมาที่ชายชราหวังที่จะได้ตัวไป แต่สิ่งที่มันได้คือเส้นผมของเขา  หลบพ้นฉิวเฉียดอีกแล้ว….
                 จะรับมือกับมันในที่โล่งอย่างไร่องุ่นนั้นยากและอันตรายเกินไป เราจำเป็นจะต้องหาที่ที่สามารถกำบังการโจมตีจากด้านบน  และที่ที่ทำให้มันบินได้ไม่สะดวก  โชคร้ายหน่อย…ที่มันไม่มีที่อย่างที่ว่ามาเลยในบริเวณนี้

                เจิ้งอี้โจมตีกลับด้วยกระสุน  ทำให้ศัตรูบนฟ้าเข้าใกล้เราไม่ได้  และดูเหมือนกระสุนขนนกของมันจะยังใช้งานไม่ได้เช่นกัน   ผมเห็นยูคิและแอนดี้อยู่ไม่ไกล  แอนดี้ยังคงปวดหัวและทรุดอยู่กับพื้น  ส่วนยูคินั้นตั้งท่าเตรียมสู้เต็มที่  ไม่นานเราก็วิ่งไปรวมตัวกับพวกเขาทั้งสองได้
              อคุม่าที่บินตามมาก็ถึงพวกเราแล้วเช่นกัน  มันกระพือปีกกว้างขึ้นพร้อมกับเสียงเสียดสีกันของโลหะ ในเสี้ยววินาทีก่อนที่มันจะสะบัดกระสุนขนนกลงมาใส่พวกเรา  ผมได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากยูคิ

 

                “อยู่ให้ใกล้ฉันค่ะ!!!”

 

              สิ้นเสียงตะโกน  ห่ากระสุนขนนกก็พวยพุ่งลงมาใส่พวกเรา  ตามที่คิดไว้พวกเราน่าจะพรุนกลายเป็นก้อนเนื้อเละๆเพราะหนีไม่ทัน  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีม่านพลังรูปโดมไม่สูงมากนักป้องกันพวกเราจากห่ากระสุนเหล่านั้นไว้ ม่านพลังของยูคินั้นผมรู้จัก หากแต่อีกอันที่ซ้อนทับอยู่ภายในม่านของยูคิอีกทีนี่สิ  ของใครกัน?
              ผมมองไปรอบตัวเพื่อดูว่าทุกคนปลอดภัยไหม  แต่แล้วก็ต้องสะดุดตากับจี้ที่สร้อยคอของชายชรา  จี้ที่ว่านั้นกำลังเรืองแสงอยู่  หรือว่านี่จะเป็นอินโนเซนต์!?

              การโจมตีที่ไม่เป็นผลสำเร็จทำให้เจ้าอคุม่านกฮูกที่บินอยู่เหนือโดมได้แต่บินอยู่อย่างนั้นแล้วจ้องมองลงมาที่พวกเราอย่างอารมณ์เสีย

 

             “แกว๊กกกกกก!!!” มันส่งเสียงร้องแหลมสูงดังไปทั่วทุกสารทิศ

             “ดูท่าจะอารมณ์เสียสุดๆไปเลยนะนั่น……แล้วเอาไงกันต่อดี” เจิ้งอี้หันมาพูดกับผม

             “คุณเป็นคนเดียวที่มีความสามารถที่จะโจมตีมันได้  มันบินสูงเกินกว่าที่ผมจะโจมตีถึง และ…”

             “ดูนั่นสิคะ” ยูคิพูดขึ้นขัดกลางคันก่อนที่ผมจะพูดจบพร้อมกับชี้ไปบนฟ้า

 

              ผมและเจิ้งอี้มองตามมือเล็กๆของยูคิไป  และได้เห็นสิ่งที่เธอพูดถึง  นั้นคืออคุม่าระดับหนึ่งจำนวนห้าตน  พวกมันมุ่งหน้ามาทางพวกเรา  เยี่ยม!!มันเรียกพวกมาเพิ่ม!

 

              “แค่กๆ” เสียงไอดังขึ้นจากชายชราที่นอนคุดคู้อยู่บนพื้น  เขาไอออกมาเป็นเลือด  ดูเหมือนร่างกายที่ชราภาพมากแล้วของเขาจะเริ่มรับไม่ไหวกับการสำแดงฤทธิ์

              ยูคิเห็นอาการของชายชราทรุดหนักเธอจึงเข้าไปนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆเขา  เธอเอื้อมมือไปแตะไหล่ชายชราเบาๆ

             “พอเถอะค่ะ หยุดสำแดงฤทธิ์ได้แล้วล่ะ  ฉันจะปกป้องคุณเองค่ะ เพราะงั้น…หยุดพักซักหน่อยเถอะนะคะ”

              ชายชราเงยหน้าขึ้นจ้องมองยูคิ  เขามองเธออยู่ชั่วประเดี๋ยวจึงพยักหน้ารับแล้วหยุดสำแดงฤทธิ์  ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไอออกมาเป็นเลือดอยู่ดี

              "ผมจัดการพวกระดับหนึ่ง  คุณยูคิสร้างม่านคุ้มกันแอนดี้และชายคนนั้นไว้ ส่วนเจิ้งอี้คุณจัดการไอ้นกฮูกนั่น”

              “ครับ/ค่ะ!” เจิ้งอี้และยูคิส่งเสียงตอบรับ  ในขณะเดียวกันพวกอคุม่าระดับหนึ่งก็ลอยมาอยู่เหนือหัวเราแล้ว

               “ยิงถล่มพวกมันซะ จนกว่าไอ้โดมบ้านั่นจะพังทลาย” อคุม่านกฮูกออกคำสั่งกับเหล่าลิ่วล้อ ทันทีที่ได้รับคำสั่งพวกระดับหนึ่งก็ยิงถล่มลงมาที่โดมจากทางด้านบน

 

               ในจังหวะนั้นผมและเจิ้งอี้ต่างกระโจนออกจากโดมคุ้มกันตรงที่กระสุนมาไม่ถึง  พวกอคุม่าระดับหนึ่งนั้นลอยอยู่ค่อนข้างต่ำ  ต่ำพอที่ผมจะเข้าประชิดตัวพวกมันได้  ผมกระโดดสุดแรงเกิดขึ้นไปหาเจ้าอคุม่าตัวที่ใกล้ที่สุดพร้อมกับเงื้อกรงเล็บเทวทูตหมายจะฟาดฟัน  อคุม่าระดับหนึ่งนั้นเชื่องช้าเกินกว่าที่จะหันปากกระบอกปืนมาทางผมได้ทัน

 

               “ตราประทับกางเขนศักดิ์สิทธิ์” ผมตวัดกรงเล็บไปที่อคุม่าระดับหนึ่งตรงหน้าแค่พอสร้างรอยขีดข่วน ไม่นานตราประทับรูปกางเขนสีดำก็ประกฎขึ้นที่รอยข่วนนั้น  ตอนนี้เจ้าอคุม่านี่ได้กลายเป็นอาวุธหุ่นเชิดของผมแล้ว

 

                ผมเชิดให้มันโจมตีอคุม่าระดับหนึ่งอีกสามตน  เหลือไว้หนึ่งตน  ซึ่งนำมาเป็นหุ่นเชิดได้อย่างไม่ยากเย็น  ผมจัดการส่วนของตัวเองเสร็จสิ้นแล้ว  แต่ดูเหมือนฝั่งของเจิ้งอี้จะมีปัญหา  การรับมือกับศัตรูที่บินได้คล่องแคล่วว่องไวนั้นดูจะยากเอาการสำหรับเขา

                อคุม่านกฮูกดูเหมือนจะสนใจเพียงเจิ้งอี้เท่านั้น…..ก็ดี  ผมจะได้ลอบกัดสะดวกๆหน่อย
                ผมบังคับให้หุ่นเชิดอคุม่าระดับหนึ่งทั้งสองตนระดมยิงกระสุนไปที่อคุม่านกฮูก  กระสุนที่ส่งออกไปนั้นไม่แรงพอที่จะจัดการกับระดับสองได้  แต่ก็มากพอที่จะเบี่ยงเบนความสนใจ  ในเสี้ยววินาทีที่อคุม่านกฮูกเสียสมาธิเจิ้งอี้ก็สบโอกาสปลิดชีพของมัน

 

               “สลายไปซะ!” เจิ้งอี้ตะโกนพร้อมกับที่กระสุนของเขาที่พุ่งชนอคุม่านกฮูกอย่างจัง

 

               สัญลักษณ์กางเขนปรากฏขึ้นบนตัวของมันและเริ่มขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนครอบคลุมทั้งร่าง ร่างทั้งร่างของอคุม่านกฮูกเริ่มแข็งเป็นหินช้าๆ  แล้วแตกสลายเป็นผงธุลีไป พร้อมกับเสียงโหยหวนที่แผ่วบางลงจนเงียบสนิท

               การต่อสู้ได้จบลงแล้ว  ภารกิจครั้งนี้นั้นไม่ยากลำบากเท่าไหร่เพราะมีระดับสองเพียงตนเดียว  แต่หากพวกมันมากันเยอะกว่านี้ล่ะก็….สภาพพวกเราคงจะโทรมกว่านี้มาก  ถึงอย่างนั้นเจิ้งอี้ก็ดูเหนื่อยมากทีเดียว

              โดมป้องกันของยูคิสลายไปแล้ว  ผมและเจิ้งอี้รีบวิ่งเข้าไปหายูคิ แอนดี้ และชายชรา  ยูคินั้นดูเหนื่อยอยู่บ้าง  แอนดี้ปวดหัวจนสลบไปแล้ว  ส่วนชายชรา….ดูแย่สุดๆเขานอนนิ่งอยู่บนพื้นใบหน้าซีดเผือดและหายใจรวยริน  ที่มุมปากมีคราบเลือดอยู่เยอะพอๆกับกองเลือดบนพื้น

 

              "คุณ อดทนไว้ก่อนนะคะ เราจะพาคุณไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้แล้ว” ยูคิซึ่งนั่งอยู่ข้างๆพยายามพยุงตัวชายชราขึ้น  แต่ชายชรากลับฝืนไว้ไม่ยอมลุกพร้อมกับพูดอะไรบางอย่างด้วยเสียงอันแผ่วเบาชนิดที่ผมยังฟังไม่ค่อยชัด

              ยูคิแนบหูเข้าใกล้เพื่อฟังสิ่งที่ชายชราพูด แม้สีหน้าของยูคิจะดูเรียบนิ่งเป็นปกติแต่แววตาเธอวูบนึงนั้นดูหมองเศร้า  เธอวางร่างชายชราลงนอนกับพื้นดังเดิมแล้วหันมาทางผมกับเจิ้งอี้

             “เขาบอกว่าเขาชื่อนาธาน  และขอบคุณพวกเราที่ช่วยเขาจากอคุม่า……ความต้องการสุดท้าย…เขาต้องการที่จะตายที่นี่ เขาขอร้องให้เราฝังร่างของเขาไว้ตรงขอนไม้ที่เขานั่งชมจันทร์อยู่…….และ.....เขาก็ไม่ต้องการป้ายหลุมศพกับโลงศพด้วยค่ะ” ยูคิพูดช้าๆ

             “ผม…สัญญาว่าจะทำตามที่คุณขอทุกอย่างครับ  แต่ว่า…เราขอจี้ห้อยคอของคุณไป จะได้ไหมครับ” ผมรู้ว่ามันไม่เหมาะที่จะมาขอของจากคนใกล้ตาย  แต่มันก็จำเป็นต้องทำ

             ชายชราไม่ได้ส่งเสียงตอบหากแต่ทำเพียงแค่พยักหน้าเบาๆแล้วแน่นิ่งไป  เจิ้งอี้เดินไปคุกเข่าลงข้างๆร่างของชายชราแล้วตรวจชีพจรที่ข้อมือ

             “เขา…..เสียชีวิตแล้วล่ะครับ” เจิ้งอี้พูดโดยไม่ได้หันมามองหน้าพวกเรา

             เจิ้งอี้ปลดสร้อยคอออกจากคอของชายชราแล้วหย่อนมันลงไปในกระเป๋าเสื้อของตน

             “เราจะฝังศพเขากันเลยไหมครับ” เจิ้งอี้หันมาถามความเห็นผมและยูคิ  

             “เรายังมีคุณแอนดี้ที่ต้องไปโรงพยาบาลอยู่อีก….คุณเจิ้งอี้กับคุณยูคิพาคุณแอนดี้ไปเถอะครับ  ส่วนผมจะอยู่ฝังศพคุณนาธานเอง

 

            เมื่อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยเราจึงแยกย้ายกันไป  ผมใช้เวลามากเอาการในการขุดหลุมสำหรับฝังศพของชายชราตรงขอนไม้ที่เขาต้องการ  กว่าจะขุดเสร็จก็เช้ามืดเสียแล้ว  ผมมองใบหน้าของร่างไร้ชีวิตของชายชราเป็นครั้งสุดท้าย  เป็นใบหน้าที่เปี่ยมสุข… 
           ผมกลบดินเสร็จพร้อมๆกับที่ดวงอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า  สาดแสงสีเหลืองส้มสว่างฟ้า  มองจากตรงนี้ช่างงดงามนัก  ตอนที่ดวงจันทร์เต็มดวงแล้วนั่งมองอยู่ตรงนี้ก็คงจะสวยไม่แพ้กัน

           ดูเหมือนชายชราคงจะมีความหลังที่ดีกับที่ตรงนี้…ก็ทำได้แค่คาดเดาไปเรื่อย  ผมสวดมนต์ส่งวิญญาณและอวยพรให้แก่เขา  ช่างเป็นคืนที่ยาวนานเนอะว่าไหมคุณนาธานหวังว่าคุณจะได้พบกับความสุขนิรันดร์นะครับ  และ….ขอบคุณมากครับสำหรับจี้สร้อยคอของคุณ  ขอบคุณมากจริงๆครับ….

 

           หลังจากวันนั้นไม่นานพวกเราก็เดินทางกลับถึงศาสนจักรได้อย่างปลอดภัย  อินโนเซนต์ถูกเก็บรักษาอย่างแน่นหนารอวันที่จะมีผู้เชื่อมต่อมาถือครองอีกครั้ง

................................................................

 ภาพแถม

เป็นภาพเสก็ตอคุม่านกฮูกในเรื่อง=_=

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมครับ!

 

 

 

edit @ 27 Sep 2013 09:46:53 by กรูมันเทพ

edit @ 27 Sep 2013 10:21:24 by กรูมันเทพ

Comment

Comment:

Tweet

จริงๆนี่ก็จัดหนักมากแล้วนะเนี่ย 

ยังไงก็ขอบคุณมาที่มาโคด้วยกันน้า
ร่วมทีมกันหนนี้ได้อะไรเยอะเลย
ปล.อ้ายนกฮูกเท่ขนาด

#1 By Pupu Meteor on 2013-09-27 14:08